คืนวานมีโอกาสเดินเข้าร้านอาหาร 2 ร้าน
ร้านนึง สวย สะอาด บรรยากาศดี ดนตรีเพราะ(แถมเด็กเสิร์ฟยังน่ารักอีกต่างหาก..กึ๋ยส์ๆๆ)
แต่แปลกอาหารกลับไม่ค่อยอร่อย..
จิ้มกินได้สอง-สามคำลิ้นก็บอกว่าพอเหอะ เอาไว้กลับไปกินอาหารญี่ปุ่นที่บ้านดีกว่า(มาม่า)
ขับรถมาได้ซักพักท้องเริ่มทะเลาะกับสมอง ได้ยินเสียงท้องมันบ่นว่า "หิวโว้ย.."
แต่สมองบอกว่า"ทนหน่อยซิวะ..เดี๋ยวก็ถึงบ้านแล้ว"
เถียงกันไปเถียงกันมาอยู่พักนึง สุดท้ายท้องชนะ เลยเลี้ยวรถเข้าจอดข้างทางหน้าร้านๆนึง
ลักษณะภายนอกช่างแตกต่างจากร้านที่เพิ่งเดินออกมาเมื่อกี้สิ้นดี
เป็นร้านเพิงไม้เก่าๆ มีโต๊ะไว้รองรับลูกค้าประมาณ 4 โต๊ะ
พ่อครัวกับเด็กเสิร์ฟอยู่ในร่างเดียวกันคือคุณลุงท่าทางใจดีคนนึง
ส่วนลูกมือก็ไม่ต้องไปนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้านที่ไหน ภรรยาคุณลุงนั่นแหละ
กวาดสายตามองไปทั่วร้านประมาณ 10 วินาที ได้ยินเสียงสมองเริ่มบ่นกระปอดกระแปดว่า "คิดได้ไงมานั่งร้านแบบนี้ร้านเมื่อกี้สวยเลิศเลอเพอร์เฟ็คยังกระเดือกไม่ลง แล้วร้านเก่าๆซอมซ่ออย่างนี้จะกินได้ไม๊เนี่ย"
สั่งอาหารไปสองอย่าง(ไม่กล้าสั่งเยอะแบบว่าไม่ค่อยแน่ใจในความอร่อย..)
คุณลุงใจดียกอาหารมาวางตรงหน้า..
ดูจากหน้าตาเข้าท่าทีเดียว..
ลองชิมดูดิ..
เฮ้ย..อร่อยว่ะ..
ทานไปได้ซักสอง-สามคำ ทัศนคติเริ่มเปลี่ยนไป
กวาดสายตามองดูร้านของคุณลุงอีกครั้ง..
เริ่มเห็นความน่ารักซ่อนอยู่ตามส่วนต่างๆของร้าน
.
.
ถึงมันจะเป็นเพิงไม้เก่าๆแต่โต๊ะทุกตัว ช้อนทุกคัน..ไม่มีคราบสิ่งสกปรกให้เห็น
ถึงแม้ร้านคุณลุงจะไม่มีเด็กเสิร์ฟน่ารักๆให้เจริญหูเจริญตาแต่สิ่งที่ทดแทนกันได้คือความซื่อและจริงใจ..คำว่า"ทานได้ไม๊ลูก"ฟังดูเพราะกว่า"รับเบียร์เพิ่มไม๊คะ"อีกจริงไม๊..
ร้านแรกผมต้องใช่แบงก์สีม่วงสองใบเพื่อแลกกับความรื่นรมย์ชั่วครั้งชั่วคราว
แต่ร้านที่สองผมเสียแบงก์สีแดงเพียงหนึ่งใบแต่สิ่งที่ได้กลับมาคือความจริงใจและอาหารอร่อยระดับเทพ
.
.
พอท้องอิ่มสมองเริ่มคิดเรื่อยเปื่อย.
รึมันเหมือนกับคนเราที่ไม่ควรรีบตัดสินใครจากรูปลักษณ์ภายนอก..
คงต้องลองเอาตัวไปขลุกคลุกคลีตีโมงซักพักนึงถึงจะรู้ว่าเค้าคนนั้นเป็นคนยังไง..
.
.
บางทีสิ่งที่ใช่อาจไม่ได้ลอยอยู่บนฟ้า..
สิ่งที่เห็นว่าสวย แต่บางทีก็ไร้ความงาม
#1 By rubino on 2010-06-23 07:03